ปิดเทอมแล้วจ้าา :)

posted on 08 Mar 2012 14:54 by its-mind  directory Diary, Idea
 
 
 
 
ปิดเทอมแล้วจร้าาาาาาาาา !!
 
 
 
ผ่านน ไปแล้วสำหรับชีวิตเด็กมัธยมอีก 1 ปี
ผ่านไปแล้ว กับการสอบที่ยาวนานถึง 2 อาทิตย์
 (ก็ไม่เข้าใจว่าจะสอบห่างกันเพื่อ ? )
ทำให้รู้สึก แอ๊ะ ปิดหรือยังไม่ปิด เหอๆ
ปีหน้าก็ม. 6 คึคึ 
เผลอแปปเดี๋ยวเองอ่ะ 
เมื่อวานพ่อยังไปส่งเข้าโรงเรียนอนุบาลเอ้งง
ทำไม เวลาติดจรวดเร๊อะ ! 
เอาน่าา ชีวิตอยู่ติดกับปัจจุบัน
อนาคตปล่อยมันไปก่อนน .. :)
 
 
 
สองปีล่ะที่ใช่ชุด ม.ปลาย แต่ว่ามันก็ยังไม่ชินซะที
ที่ต้องเอาเสื้อใส่ในกระโปรง
เผลอทีไร เอ๊า ! ออกมาตอนไหนเนี้ย
เเละเราเป็นคนที่ ไม่ชอบ !! "ใส่เข็มขัด "
จะรู้สึกอึดอัดมาก ( แต่เอร๊ยยย เราไม่ได้อ้วนนะ)
เหมือนมีอะไรมาคล้อง มารัด มาตีกรอบชีวิต อะไรประมาณนั้น
ข้อมือ นาฬิกา สร้อยคอ ทุกอย่างอ่ะ
ก็ไม่ใส่ ...  เหมือนโดน ล่าม 555
 
 
อากาศร้อนมาหลายวันเนอะ
เดือนที่แล้วนี่ร้อนทั้งเดือนเลย
ทำเอา ค่าไฟ ที่ห้องขึ้นเกือบพัน - -
สอบทีแทบจะเป็นลม มันร้อนขนาด
อิจฉาพวกสอบห้องแอร์ คึคึ
  
เมื้อเช้า ดูข่าว บอกว่าช่วงนี้ฝนจะตก
ตอนนั้น จะเอาร่มไปดีไหม๊น้าา ?
มันหนักอ่ะ มันคงไม่ตกวันนี้หรอก
เขาบอกว่าช่วงนี้
..
.
.
ผลปรากฏว่า >>>> ฝนตก !!
 
อะไรจะแม่นแป๊ะเว่อร์
เปียกเลยสมน้ำหน้า 55
 
 
 
เวลาถามเพื่อน ปิดเทอมไปเที่ยวไหน ?
 
ไม่ ทะเล ก็ ภูเขา 
 
แต่บ้านหนูอยู่บนเขามาทั้งชีวิต
 
หนูเบื่อแล้วกับต้นไม้เขียวๆ
 
หนูอยากเปลี่ยนบรรยากาศนะค่ะ
 
นี่อัพบล๊อกให้แม่กับพ่ออ่านเลยนะ
 
หนูไม่ได้บอกว่าหนูอยากไปทะเลนะ
 
หนูไปไหนก็ได้ หนูอยากไปเที่ยวนะ
 
ตามใจพ่อกันแม่เลยนะ
 
แต่หนูเบื่อภูเขาเท่านั้นเองนะ 
 
 
 
 
ปล. ปิดเทอมหน้าร้อน แล้วอยากกินแตงโมแหะ 
 
 
 

 

edit @ 8 Mar 2012 15:59:10 by anvy

สรุป ศิลปะตะวันตก

posted on 06 Mar 2012 08:07 by its-mind  directory Knowledge

ปอลอลิง. ไม่สามารถเอาภาพมาลงได้หมดนะขอรับ มิเช่นนั้นคงต้องรอมันโหลดกันมันส์ทีเดียวเชียวแหละ

แต่ว่าถ้าใครว่างๆ ก็แนะนำว่าถ้าดูรูปแล้วอาจจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นนะขอรับ

ถ้าผิดพลาดอะไรยังไงก็รบกวนบอกกันได้นะขอรับ จะได้รีบนำไปแก้ไขเพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง ^^

 

 

ศิลปะตะวันตก

ประวัติศาสตร์ศิลป์ หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของผลงานศิลปะที่สร้างขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน   ซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามความเชื่อ   ความศรัทธา  สภาพความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อม  วัฒนธรรม  การเมือง  และการปกครอง  ของแต่ละยุคสมัย  

 

ประโยชน์ของศิลปะ

1. ทำให้ได้รู้จักลักษณะแบบอย่างและความแตกต่างของศิลปะแต่ละชนชาติ

2. ทำให้เข้าใจถึง  ความเชื่อ  ความศรัทธา  สภาพความเป็นอยู่  สภาพแวดล้อม  วัฒนธรรม  การเมือง การปกครอง  อันเป็นผลทำให้เกิดลักษณะศิลปะที่แตกต่างกัน

3. สามารถนำข้อดีและข้อบกพร่องของผลงานศิลปะในอดีตมาพัฒนาปรับปรุง  เพื่อสร้างผลงานศิลปะในอนาคต

4. เพื่อให้เห็นคุณค่าของผลงานศิลปะ  ในการที่จะอนุรักษ์  สืบสานและพัฒนาต่อไป  เพราะอดีตคือ  ผลพวงของปัจจุบัน  ปัจจุบันคือ  ผลพวงของอนาคต

 

ประวัติศาสตร์ของยุโรปแบ่งอย่างกว้าง ๆ ได้เป็น 4 ยุค คือ


1. ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (Pre-Historic)
= ยังไม่มีตัวอักษรใช้

  • ยุคหินเก่า (30,000-10,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช)

-  มนุษย์อาศัยอยู่ตามถ้ำ ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์

-  ประดิษฐ์อาวุธและแกะ สลักรูปเคารพจากหิน

-  นิยมสร้างผลงานจิตรกรรมบนผนังถ้ำ เพื่อบันทึกประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน

จิตรกรรม  ใช้เป็นสื่อประกอบเรียนรู้การล่าสัตว์ พบร่องรอยขีดข่วนด้วยของมีคมบริเวณจุดตายบนภาพสัตว์ที่วาดอยู่บนผนังถ้ำ

ลักษณะเด่น

  • ใช้วิธีการพิมพ์โดยใช้สีทาบนมือแล้วกดประทับกับผนังถ้ำ
  • วางมือบนผนังแล้วระบายหรือพ่นสีรอบมือ
  • ภาพสัตว์แสดงอาการเคลื่อนไหวเสมอ
  • มีการวาดเป็นเส้นหนักเบา โดยใช้พู่กันที่ทำจากขนสัตว์หรือเปลือกไม้
  • สีที่ใช้ทำจากดินแดง ดินเหลือง ดินดำ หรือเขม่าไฟ  ร่วมกับส่วนผสมของไขสัตว์ ยางไม้

ประติมากรรม   ใช้ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ ความตาย สำนึกบาป

 

  • ยุคหินใหม่ (10,000-2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

-  มนุษย์ได้ออกจากถ้ำมาอาศัยอยู่บนพื้นที่ราบ

มีการเพาะปลูก  เลี้ยงสัตว์  มีระบบการแลกเปลี่ยน

-  ผลงานที่สำคัญและโดดเด่นของยุคนี้ได้แก่งานสถาปัตยกรรมสร้างจากหิน

จิตรกรรม  

  • วาดภาพแบบไม่เหมือนจริง แสดงความคิดรวบยอดด้วยอารมณ์และจินตนาการเป็นลวดลายหรือสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น วงกลมแทนดวงอาทิตย์ สามเหลี่ยมแทนภูเขา เป็นต้น
  • แสดงถึงคติความเชื่อ และพิธีกรรม
  • เพื่อการประดับตกแต่งให้เกิดความสวยงาม

ลักษณะเด่น : ออกแบบลวดลายด้วยเส้นเรขาคณิต

หัตถกรรม  :  นำหินสีมาตกแต่งเป็นลูกปัด ทำเครื่องประดับ

สถาปัตยกรรม  ใช้หินขนาดใหญ่จัดวางในรูปแบบที่มีการวางแผนไว้ก่อนได้เป็นอย่างดี

อนุสาวรีย์หินล้อม (Stonehenge)

 

  • ยุคโละ (5,000-2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

-  รู้จักวิธีการหลอมทองแดงกับตะกั่ว

-  รู้จักการหล่อทองแดง

-  สุดท้ายของยุคนี้มีการใช้โลหะที่เป็นเหล็ก

-  ใช้โลหะทำภาชนะ เครื่องใช้ไม้สอยและเครื่องประดับ

ภาชนะเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงจังหวัดอุดรธานี  ประเทศไทย

 

2. ยุคโบราณ (Ancient Age) = มีตัวอักษรใช้แล้ว

  • สมัยเมโสโปเตเมีย

-  หมายถึง  ดินแดนระหว่างแม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีส 

-  มีลักษณะเป็น รูปพระจันทร์เสี้ยว

-  เมโสโปเตเมียแบ่งออกเป็นสองส่วน

  • ส่วนล่างใกล้กับอ่าวเปอร์เซีย มีความอุดมสมบูรณ์ เรียกว่าบาบิโลเนีย (Babylonia)
  • ส่วนบนซึ่งค่อนข้างแห้งแล้งเรียกว่าแอสซีเรีย (Assyria)

-  มีชนชาติหลายเผ่าพันธุ์อาศัยรวมกัน  มีการรบพุ่งกันอยู่เสมอ

มีการคิดค้นประดิษฐ์ตัวอักษรลิ่ม

ภาพ : กล่องเพลงเสียงพิณ   

  • เทคนิค : งานโมเสก (Mosaic) โดยใช่เปลือกหอยสีขาวมาเรียงกัน

กุเดีย เจ้าเมืองลากาช (Gudea,Governor of Lagash) กำลังบูชาเทพเจ้า

  • เน้นจุดเด่นกายวิภาค
  • เป็นแท่งเหลี่ยม  ตามลักษณะของก้อนหิน 

ซิกูแรต

  • เป็นหอสูงคล้ายปิรามิดก่อเป็นชั้นๆสูงสุดมีถึง  7 ชั้น
  • เป็นวิหารรูปแบบหนึ่ง
  • ใช้สำหรับพิธีบวงสรวงของพระเพื่อบูชาพระเจ้า 

-  สมัยบาบิโลน

  • เสาหินสำหรับปักกำหนดเขตแดน (Boundry stones
  • ศิลาจารึกประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมมูราบิ  (Stele of Hammurabi)
  • การทำกระจก  แก้วสี  และอิฐเผาเคลือบสี  สำหรับใช้ประดับตกแต่งบนผนัง 
  • สวนลอยแห่งบาบิโลน
    • เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ 
    • มีน้ำตกด้วย
    • สร้างโดยกษัตริย์นีบูชัดเนซซาร์ที่ 2 เพื่อเอาใจพระมเหสีและพระสนม

 

  • สมัยอียิป 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช

-  มีการรักษาศพไว้อย่างดีโดยทำมัมมี่ 

-  ผลงานศิลปกรรมมีลักษณะใหญ่โตคงทนถาวรสร้างขึ้นเพื่อสนองความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย

-  รูปปั้นพระราชินีเนเฟอร์ติตี

-  ปิรามิดหมู่ที่เมืองกิซา

 

  • สมัยกรีก (1,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

-  ชาวกรีกเชื่อว่า “ศิลปะคือการเลียนแบบธรรมชาติ

-  ศิลปะกรีกแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่

  • แบบเรขาคณิต (Geometric Period) 1100-700 ปีก่อน คริสต์ศักราช
    •  เขียนด้วยน้ำยาเคลือบ  นิยมใช้สีดำ  และสีแดง
    • วาดเป็นลวดลายเรขาคณิตแบนๆ บนแจกัน
    • เรื่องราวเกี่ยวกับขบวนพิธีศพโดยมีศพผู้ตายอยู่บนเสรี่ยง 
  • แบบอาร์เคอิก (Archaic Period) 700-400 ปี ก่อน คริสต์ศักราช
    • เริ่มนิยมทำงานประติมากรรมหินให้มีลักษณะนุ่มนวลเป็นธรรมชาติมากขึ้น
    • นิยมแกะสลักรูปเปลือยเพื่อแสดงสรีระอันงดงามของมนุษย์
    • ภาพมีรูปร่างและสัดส่วนเป็นธรรมชาติ 
    • เรื่องราวมักเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทพนิยาย 
  • แบบคลาสสิก (Classic Period) 480-323 ปี ก่อน คริสต์ศักราช
    • ปรากฏอยู่ตามที่สาธารณะ  สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และในวิหารต่างๆ 
    • วิหารพาร์เธนอน

°       สร้างถวายเทพีอาธีน่า

°       ใช้เสาแบบ ดอริก โคนเสาใหญ่ไม่มีฐาน

°       หลังคาเป็นรูปหน้าจั่ว 

  • ประติมากรรมลอยตัว 
  • หลักกายวิภาคที่เรียบง่าย  สมดุล  ท่วงท่าและความพลิ้วไหว
  • แบบเฮลเลนนิสติก (Hellenistic) 323 ปี ก่อน คริสต์ศักราช
    • เทพีแห่งชัยชนะ แห่งซามอแทร็ก (Nike of Samothrace)
    • เลาคูนกับลูก (Laocoon and his Sons)
    • วีนัสแห่งเกาะมิโล (Venus de Milo)

 

  • สมันโรมัน (500 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

ได้รับอิทธิพลจากศิลปะกรีกอย่างมาก*

-  มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความกล้าหาญและวีรกรรมของวีรบุรุษ

-  นิยมวาดภาพคนเหมือนและบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติสาสตร์  รวมทั้งภาพทิวทัดต่างๆ 

-  ประติมากรรมอนุสวรีย์ออกุสต์ ซีซาร์

-  โคลอสเซียม

-  วิหารเพนธีออน


3. ยุคกลาง (Middle Age) เชื่อในคริสต์ศาสนา

  • สมัยไบเซนไทน์ (คริสต์ศตวรรษที่ 1-14)

-  ไบเซนไทน์ คือ อาณาเขตแถบโรมันตะวันออก 

-  มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล

-  มีพัฒการต่อเนื่องจากศิลปะโรมัน

-  ให้ความสำคัญกับเรื่องราวตามพระคัมภีร์ไบเบิ้ล  และความศรัทธาในคริสต์ศาสนา

-  นิยมวาดบนฝาผนังและแผงไม้

-  ใช้สีฝุ่น สีขี้ผึ้งร้อน และสีปูนเปียกอย่างแห้ง  รวมทั้งงานโมเสก

-  ใช้รูปเชิงสัญญาลักษณ์มากกว่าเลียนแบบธรรมชาติ

-  ศาลาประชาคมซานมาร์ โค

 

  • สมันโรมานเนสก์ (ค.ศ 1050-1150)

-  เกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของพระ  ระบบศักดินา  และสงครามครูเสด 

-  ให้ความสำคัญกับสถาปัตยกรรมที่สนองความต้องการทั้งฝ่ายศาสนาและฝ่ายศักดินา

  •  ฝ่ายศาสนาจักร ต้องการสร้างโบสถ์ให้เป็นที่พักสำหรับนักรบ   ประดับด้วยผลงานศิลปะที่เกี่ยวกับศาสนา
  • ฝ่ายศักดินาขุนนางและเศรษฐี ต้องการคฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่มั่นคง  ปลอดภัย  มีความคิดมาจาก  ฮาเร็ม

-  โบสถ์เซนต์ จอห์น

-  หอเอนปิซา  เป็นหอระฆังที่สร้างแยกออกมาโดดๆอยู่หลังโบสถ์เซนต์ จอห์น

-  โบสถ์เซนต์ ฟรองท์ 

-  โบสถ์แบมเบิร์ก (Bamberg Cathedral)

-  โบสถ์เมืองทราเออร์ (Trier)

 

  • สมัยโกทิค (ค.ศ. 1150-1500)

“กอทิก” เป็นคำที่นักวิจารณ์ชาวอิตาเลียนสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาใช้เรียกผลงานศิลปะที่ด้อยค่า

-  มีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส 

-  ได้รับอิทธิพลจากศิลปะโรมันเนสก์ 

-  ทำเพดานให้สูงขึ้น  ปรับหลังคาให้มียอดแหลม

-  เหนือประตูนิยมทำเป็นวงโค้งแหลม  ตกแต่งด้วยประติมากรรมแกะสลักนูนสูง 

ผนังเจาะช่องว่างประดับกระจกสี 

-  มีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ 

-  ให้ความสำคัญกับเพศหญิง  เคารพพระแม่มารี

-  วัดโนเตรอ ดาม แห่งปารีส(Notre Dame of Paris)

  • “หน้าต่างดอกกุหลาบ”  (Rose Window)

-  โบสถ์อาเมียงส์ (The Cathedral of Amiens)

-  โบสถ์เมืองโคโลญน์

 


4. ยุคใหม่ (Modern Age)

  1. 1.     ศิลปะยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา  (Renaissance Art)

-  เริ่มต้นในประเทศอิตาลี

-  มีการขุดค้นพบซากเมืองโบราณของกรีกและโรมัน จึงมีการนำศิลปวิทยาการที่ได้จากการขุดค้นพบมาปรับปรุง  ดัดแปลงใหม่ 

-  นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้กับการสร้างผลงานศิลปะ

  • สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาตอนต้น  (ค.ศ.1397-1507)

-     เป็นช่วงเชื่อมต่อกับสมัยกอทิก

-     เริ่มมีความคิดเกี่ยวกับมนุษยนิยม

-     เริ่มให้ความสนใจกับแสงสะท้อนกับเงาในกระจกและอากาศ 

-     วิธีการวาดภาพโดยใช้หลักทัศนยวิทยาตามหลักวิทยาศาสตร์อีกด้วย

-     มีการวาดภาพสีน้ำมัน

-     ภาพ : โมนา ลิซา ศิลปิน : เลโอนาร์โด ดา วินซี

-     ภาพ : Virgin of the Rocks ศิลปิน : เลโอนาร์โด ดา วินซี

-     ภาพ : พิธีแต่งงานของ Arnolfini ศิลปิน : แจน แวน อิค

-     ภาพ : กำเนิดวีนัส ศิลปิน : บอตตีเชลลี

-     ภาพ : อาหารเมื้อสุดท้าย ศิลปิน : เลโอนาร์โด ดา วินซี

-     ประติมากรรมแกะสลักหินอ่อน ปีเอตา (Pieta

-     ประติมากรรมแกะสลักหินอ่อน เดวิด

 

  • สมัยบาโรก  (คริสต์ศตวรรษที่ 16)

-     ศิลปะที่วิจิตรงดงาม  แสดงรายละเอียดสลับซับซ้อน  ยิ่งใหญ่อลังการ  และหรูหรา

-     การตกแต่งลวดลายให้ดูวิจิตรอลังการซึ่งส่วนใหญ่คือ ลายใบไม้ ดอกไม้ ช่อดอกไม้ ผสมผสานกับเส้นโค้งที่อ่อนช้อย  ประดับประดาจนดูรกรุงรังเกินความจำเป็น

-     สีที่ใช้ประดับตกแต่งมักจะเป็นสีทอง

-     ประติมากรรมแกะสลักหินอ่อน ความปิติของเซนต์เทเรซา

-     ภาพ : การลักพาตัวยุโรปา  ศิลปิน : บูเช ฟรองซัว

 

  • สมัยโรโกโก (คริสต์ศตวรรษที่ 17)

-     ทำตามแบบอย่างศิลปะบาโรก  แต่ปรับรายละเอียดของรูปทรง  และเส้นสายลวดลาย  ให้อ่อนช้อยมากยิ่งขึ้น 

-     คำเปรียบเปรยว่า “ศิลปะบาโรกเหมือนบุรุษหนุ่มผู้มีความสง่า  ส่วนศิลปะโรโกโกเปรียบเสมือนสตรีที่มีความงดงามยิ่ง  ”

-     ใช้เครื่องเรือนหรูหราประดับตกแต่งด้วยวัตถุที่ประณีตงดงาม

-     กำเนิดขึ้นในฝรั่งเศสช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17  ช่วงสมัยของพระเจ้าหลุยที่ 14 

-     งานจิตรกรรมของ วาโต และ บูเช

 

  1.  ศิลปะสมัยใหม่คริสต์ศตวรรษที่ 19 

-     ให้ความสำคัญกับการแสดงออกทางศิลปะที่สะท้อนเสรีภาพของบุคคลมากกว่าสะท้อนความเชื่อความศรัทธาในศาสนา  และระบบศักดินา

  • ลัทธิคลาสสิกใหม่ 

-     การเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศฝรั่งเศส 

-     การขุดค้นพบซากเมืองปอมเปอิโบราณสมัยโรมัน

-     ภาพ : The Oath of Horatii ศิลปิน : ดาวิด 

-     ภาพ : การตายของโสคราติส ศิลปิน : ดาวิด 

-     ภาพ : การตายของมาราต์ (The Death of Marat) ศิลปิน : ดาวิด 

-     ภาพ :Achilles Receives the  Ambassadors of Agamemnon ศิลปิน : แองกร์

-     ภาพ : Turkish Bath ศิลปิน : แองกร์

-     ภาพ : สถานพยาบาลที่จัสฟา ศิลปิน : กรอส

 

  • จินตนิยม 

-     กำเนิดขึ้นทางยุโรปตอนเหนือและสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 

-     ศิลปะที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกับลัทธิคลาสสิกใหม่ซึ่งมีกฎระเบียบมาก

-     ปรับปรุงวิธีการวาดภาพแบบบาโรกและกำหนดเรื่องราวด้วยตนเอง

-     ภาพ : แพเมดูซา ศิลปิน : เจริโคท์

-     ภาพ : เรือบรรทุกทาส ศิลปิน : เทอร์เนอร์

-     ภาพ : เกวียนบรรทุกหญ้า ศิลปิน : คอนสเตเบิล

 

  • สัจนิยม 

-     ยึดถือหลักการสร้างผลงานให้ดูเหมือนจริงและเป็นจริงตามที่ตาเห็น 

-     มุ่งเน้นเนื้อหาความเป็นอยู่ของมนุษย์ เป็นปฏิปักษ์ต่อหลักสุนทรียศาสตร์ของลัทธิคลาสสิกใหม่และลัทธิจินตนิยม

-     เชื่อว่า ในความจริงมีความงามอยู่แล้ว  ศิลปินจะต้องบันทึกความงามตามที่เห็นอย่างละเอียด

-     มีลักษณะการทิ้งรอยแปรงอย่างอิสระ  คล่องแคล่วว่องไว  ไม่เกลี่ยให้เรียบ

-      ปรับสภาพแสงสีให้ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด

-     ภาพ : กรรมกรทุบหิน ศิลปิน : กูร์เบ (Gustave Courbet)

-     ภาพ : คนเก็บข้าวตก ศิลปิน : มีเล (Jean-Francois Milet)

 

  • ลัทธิประทับใจ

-     แบ่งออกเป็น 3 ระยะ 

  1. ให้ความสนใจในแนวคิดของลัทธิสัจนิยม
  2. เห็นว่าการรับรู้ของศิลปินตามความรู้สึกประทับใจมีความสำคัญกว่า 
  3. เป็นระยะที่ศิลปินมุ่งแสดงความรู้สึกและอารมณ์ภายในด้วยสีมากกว่าความประทับใจที่เห็น

-     โมเนได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของลัทธิประทับใจ

-     ปกติโมเนจะไม่วาดรูปคน  ชอบวาดบรรยากาศธรรมชาติมากกว่า  และชอบใช้แสงตามเวลา  ตามฤดูกาล 

-     เรอนัวร์ โปรดปรานการวาดภาพเรื่องราวเกี่ยวกับงานเลี้ยงสังสรรค์

-     วาดภาพให้มีแสงตกกระทบบนรูปคนที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ 

-     ประติมากรรมแกะสลักหินอ่อน จูบ (The Kiss) ของ โรแดง (Auguste Rodin)

 

  • ลัทธิประทับใจใหม่ 

-     มีความเชื่อเกี่ยวกับทฤษฎีของแสง  และทฤษฎีรูปกับพื้นตามทัศนะการมองเห็นของศิลปินยุคใหม่

-     เชื่อว่าแสงเป็นอนุภาค  จึงระบายสีของแสงและเงาเป็นจุดเล็กๆทั่วทั้งภาพ

-     เน้นวิธีการวาดภาพตามแนววิทยาศาสตร์ 

-     ลัทธิผสานจุดสี (Pointillism)

 

  • ลัทธิประทับใจยุคหลัง

-     ให้ความสำคัญกับการแสดงออกด้วยความรู้สึกของสีมากกว่าเรื่องราว

-     วาดรูปทรงที่ดูง่าย สีเป็นรูปทรงของตัวมันเอง

-     เน้นรูปทรง  และเรื่องราวที่ประทับใจมากกว่าวิธีการ

-     ศิลปิน แวนโก๊ะ

 

  1. ศิลปะสมัยใหม่คริสต์ศตวรรษที่ 20 

-     ก่อตัวขึ้นที่กรุงปารีส

-     จิตรกรรมที่วาดด้วยสีสดใส  และใช้ฝีแปรงอิสระ 

-     ให้ความสำคัญกับอารมณ์ภายในของศิลปินมากกว่าวัตถุภายนอก  และใช้สีเป็นสื่อแสดงออกโดยไม่คำนึงความถูกต้องหรือเหมือนจริง

 

  • ลัทธิโฟวิสต์ 

-     ลัทธิแปลว่าสัตว์ป่า 

-     ผลงานให้ความรู้สึกรุนแรง  ดุดันและตื่นเต้นต่อผู้พบเห็น 

-     ใช้สีสดๆและเส้นเด็ดเดี่ยว 

-     จัดภาพและสีโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงตามที่ตาเห็น 

 

  • ลัทธิสำแดงพลังอารมณ์ 

-     ศิลปินมุ่งที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกภายในของตนเองมากกว่าการลอกเลียนแบบสิ่งที่อยู่ภายนอก

-     ใช้สีไม่ตรงกับความเป็นจริง  ทิ้งรอยพู่กันอย่างอิสระ

 

  • บาศกนิยม 

-     เซซานได้เคยกล่าวไว้ว่า  “ ถ้าเข้าใจรูปทรงของโลกภายนอก และโครงสร้างตามความจริงแล้ว จงมองรูปทรงเหล่านั้นเป็นเหลี่ยม เป็นลูกบาศก์ง่ายๆ ” 

-     จึงถ่ายทอดรูปทรงนั้นโดยทำเป็นรูปเหลี่ยม

-     ตัดทอน  ย่นย่อส่วน หรือเพิ่มเติมตกแต่งรูปทรง

-     รูปทรงบังกันหรือซ้อนกันคล้ายภาพเอ็กสเรย์   

-     ภาพ : Clarinet and Bottle of Rum on a Mantelpiece ศิลปิน : บร้าก (Georges Braque)

-     ภาพ : หุ่นนิ่งหน้าช่องหน้าต่าง ศิลปิน : กริส (Juan Gris)

 

  • อนาคตนิยม 

-     แสดงออกถึงชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบัน

-     เน้นถึงการแสดงอารมณ์ ความเคลื่อนไหว ความก้าวหน้าและภัยอันตราย

-     นิยมเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว 

-     วัตถุที่เลือกใช้เป็นเนื้อหาสำหรับการวาดภาพเป็นวัตถุที่เป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหว  เช่น วงล้อจักรยาน

-     ภาพ : หญิงเปลือยก้าวลงบันไดศิลปิน : ดูแชมป์ (Marcel Duchamp)

-     ภาพ :  เชือกจูงสุนัขกำลังแกว่ง ศิลปิน : จิอาโคโม บอลล่า

 

  • ศิลปะนามธรรม 

-     ให้ความสำคัญกับส่วนประกอบของการมองเห็นและหลักการจัดส่วนประกอบดังกล่าวมากกว่าเนื้อเรื่อง

-     ภาพ : กำลังแกว่ง (Swinging) ศิลปิน : คันดินสกี

-     การหล่อทองแดง การเปลี่ยนรูป (หอย -ห่าน - สมดุล – ตัวท่าน) ศิลปิน : อาร์ป (Arp,Jean)

 

  • ลัทธิคติดาดา 

-     ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1  รวมตัวกันต่อต้านสงคราม ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางศิลปะขึ้น

-     แสดงให้เห็นถึงความน่าเกลียด  ตลกขบขัน  หยาบโลน 

-     ภาพ : Amorous Parade) ศิลปิน : ฟรานซิส  ปิคาเบีย

-     โถปัสสาวะ   ค.ศ. 1917 มาร์เซล ดูแชมป์

 

  • ลัทธิเหนือจริง   

-     เจริญงอกงามมาจากลัทธิคติดาดา 

-     ส่งผลต่อลัทธิศิลปะต่างๆในระยะหลัง  หรือที่เรียกกันว่าศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) ในปัจจุบัน

-     ภาพ : ความไม่จิรังของกวี ศิลปิน :  ชิริโค (De Chirico Giorgio

-     ภาพ : ช้างจากเมืองเซเลเบส ศิลปิน แม็กเอิรนส์ (Max Ernst

 

  • ลัทธิสำแดงพลังอารมณ์แนวนามธรรม  

-     ให้ความสำคัญการแสดงออกทางความรู้สึกภายในของศิลปิน 

-     แสดงออกด้วยวิธีการและเทคนิคใหม่ๆบนพื้นผิววัสดุอย่างมีพลัง  มีความรุนแรง

-     เชื่อว่า  “ สุนทรียภาพควรเป็นความรู้สึก ที่แสดงออกตามสภาพแวดล้อมที่แท้จริงของสังคม  สุนทรียภาพมิใช่เป็นความรู้สึกที่แสดงออกตามแนวทางหรือ กฎเกณฑ์แห่งความงามของอดีต”

-     ภาพ : น้ำตก ศิลปิน :  กอร์กี้ (Arshile Gorky)

-     ภาพ : ปันโจวิลลา ตายหรืออยู่ ศิลปิน :  มอเธอร์เวล

-     ภาพ : Full Fathom Five ศิลปิน : พอลลอค

 

  • ศิลปะประชานิยม  

-     ลัทธิเหมือนจริงแนวใหม่ (New Realism)

-     สะท้อนภาพที่แท้จริงของสังคมปัจจุบันตามความรู้ความเข้าใจของสามัญชน 

-     แสดงถึงความชุลมุนวุ่นวายของสังคม

-     เชื่อว่าศิลปะ คือ สิ่งที่กระตุ้นความรู้สึกของผู้ชมทันทีทันใดเมื่อได้สัมผัสกับสิ่งที่คุ้นเคย

-     ภาพ : กระป๋องซุป ศิลปิน :  วาร์โฮล (Andy Warhol)

-     บุกเบิกนำเรื่องราวชีวิตประจำวันของสังคมอุตสาหกรรมมาสร้างเป็นผลงานศิลปะ

-     ภาพ : ผู้หญิงกับเครื่องสำอางศิลปิน : ไธบอด (Thiebaud Wayne)

 

  • ศิลปะลวงตา

-     เชื่อว่า  “ การมองเห็นและสีเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ”

-     อาจเรียกว่า Retina-Tourtourers,Visual Sadicts หรือ Abstract lllusionists

-     ภาพ : Pal-Ket ศิลปิน : วิกเตอร์วาสซาเรลี

-     ภาพ : Cataract 3 ศิลปิน : ไรเลย์ (Bridger Riley)

 

  1.  ศิลปะลัทธิหลังสมัยใหม่ 

-     ให้ความสำคัญกับแผนการและกระบวนการทำงานมากกว่าตัวผลงาน  เนื้อหาของผลงานไม่มีขีดจำกัด

  • ศิลปะคติฉับพลัน 

-     หรือ Happening

-     มีรากฐานทางสุนทรียภาพมาจาก คติดาดาและศิลปะประชานิยม 

-     สิ่งแวดล้อม  แอลลันแคปโรว์ เป็นผู้นำคำว่า Happening มาใช้จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป

-     ภาพ : การแสดงแสงและไฟ ศิลปิน : ซิงเกลอร์ (Paris Sigler) ใช้แสงและสีในช่วงเวลาเพียง 8 วินาที และบันทึกภาพเก็บไว้ด้วยกล้องดิจิตอล

 

  • มโนทัศน์ศิลป์ 

-     ศิลปะที่ใช้แนวคิด (Concepts) หรือความคิด (Idea

-     ศิลปินจะต้องวางแผนและตัดสินใจว่าจะทำอะไรไว้ก่อน  งานที่สำเร็จคือผลพลอยได้

-     มาร์เซล ดูแชมป์ (Marcel Duchamp) ศิลปินชาวฝรั่งเศสเป็นผู้บุกเบิก

 

  • ภูมิศิลป์  

-     เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Earth art

-     สร้างสรรค์เป็นรูปทรงโดยใช้วัสดุต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ

-     อยู่ได้ไม่นาน ก็หายไปกับธรรมชาติ

-     การห่อหน้าผา (เอาผ้ามาคลุมหน้าผา ลิเติ้ลเบย์ ยาวถึง 1 ไมล์ )ศิลปิน : คริสโต และ จีนน์ โกลด   

-     Spiral Jetty (นำหิน  ดิน และสาหร่ายทับถมจัดรวมกันเป็นรูปก้นหอยยาวทอดออกไปกลางทะเลสาบ  Great Salt Lake ) ศิลปิน : โรเบิร์ต สมิทสัน

 

  • ศิลปะดิจิตอล  

-     ศิลปะที่สร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ในรูปแบบดิจิตอล

-     อาจใช้วิธีสแกนภาพ หรือวาดเป็นภาพขึ้นมาเองโดยใช้ซอฟต์แวร์

 

  • ศิลปะจัดวาง

-     ศิลปะที่ใช้วัสดุทางประติมากรรมร่วมกับวัสดุอื่นๆ เพื่อเติมแต่งพื้นที่ว่าง

-     เช่น : โครงการ The swap box   project จัดทำกล่องบริจาคและกล่องรับบริจาคด้วยฝีมือของศิลปินเอง  แขวนไว้ให้ผู้คนที่สัญจรไปมาหยิบของในกล่องบริจาคและบริจาคของกลับคืนมายังกล่องรับบริจาค 

 

เรียบเรียง Anvy

edit @ 6 Mar 2012 16:03:15 by anvy

ความเบื่อ *

posted on 04 Mar 2012 22:43 by its-mind  directory Diary
เบื่อ !!
 
ความเบื่อมันไม่เข้าใครออกใครหรอก
อยากมาก็มาอยากไปก็ไป
ไม่รู้ว่าเมื่อไร ไม่รู้ว่าตอนไหน
 
.
.
และตอนนี้แหละ .. ที่กำลังเบื่อ อย่างมาก
..
.

แล้วจากความเบื่อมันก็สามารถพัฒนาตัวเองได้
พอไม่มีอะไรทำ
มาล่ะ "ความคิดฟุ้งซาน"
 
เพ้อ .. ไม่ว่าจะทำอะไรมา ดีไม่ดี
เอาล่ะ มันจะเข้ามารุมเร้าชีวิต
ความผิดพลาด เรื่องน่าอาย
รบกวนจิตใจชะมัด
 
"ตอนนั้นไม่น่าทำเลย"
 
"ทำไมทำอย่างนั้นว่ะ"
 
"เคยทำได้ดีกว่านี้นี่หว่า"
 
"มันไม่ใช่ความผิด โผ้มมมม"
 
"ชีวิตไม่เหลืออะไรแล้วว "
 
 
 
.
.
.
 เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน
 
.
.
 
เฮ้ออ (ถอนหายใจดังๆ)
 
 
 
.
.
.
 
แล้วความเบื่อมันก็ผ่านไป
และหวังว่ามันจะไม่กลับมาอีกนะ   -^-